วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

"วัฒนา" แนะทางออกเรื่องรัฐธรรมนูญ คืนอำนาจให้ประชาชนเขียนเองดีที่สุด

 


เมื่อวันที่ 24 ก.ย.63 ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะเดินทางมารับฟังพิพากษาคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร ตามนัดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ฝากเรื่องการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คืนอำนาจให้กับประชาชน ให้ประชาชนได้เขียนรัฐธรรมนูญของประชาชนเอง บ้านเมืองจะได้หมดยุคการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ และหลักนิติธรรมจะได้กลับสู่บ้านเมืองนี้ ที่ผ่านมาที่โดนจับและโดนอุ้มก็ต่อสู้ในเรื่องนี้ 


นายวัฒนา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่อง ส.ว.คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่ อยากจะฝากว่า การคืนอำนาจให้กับประชาชนไปเขียนกติกาของประชาชนเองเป็นสิ่งที่ชอบธรรม เพราะอำนาจเป็นของประชาชน และไม่ได้เป็นการตีเช็คเปล่าเหมือนกับการที่ ส.ว.ออกมากล่าวอ้าง เพราะหากประชาชนร่างเสร็จ ก็ต้องเข้าสู่รัฐสภา ถ้ารัฐสภาเห็นว่าไม่ดีก็ไม่ต้องรับก็ได้ หรือสุดท้ายก็ต้องไปทำประชามติ ประชาชนเป็นคนตัดสิน จะไปห่วงอะไร นี่อำนาจของประชาชน และบางคนอ้างว่า เสียค่าใช้จ่าย บ้านเมืองเกิดความขัดแย้งมีปัญหา ตนเห็นว่าเศรษฐกิจเสียหายเยอะกว่าการทำประชามติ หากเสียเงินทำประชามติเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน ทำไมจะทำไม่ได้ มันจะได้ยุติความขัดแย้ง 


"การให้ประชาชนไปเขียนรัฐธรรมนูญดีที่สุด เพราะแก้รายประเด็นก็เถียงกันทุกประเด็น สุดท้ายก็ไม่ได้แก้ ก็เอาอำนาจให้ประชาชนไปเขียน เขียนมาอย่างไรก็ยอมรับกัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะประชาชนก็มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเรายอมรับกระบวนการนี้มันก็จบ แล้วจะไปหวงอะไรอำนาจที่ว่านั้น มาเอาประเทศออกจากวังวนความขัดแย้ง ตนก็เจอด้วยตัวเอง จึงเข้าใจดีว่า เวลาบ้านเมืองไม่มีหลักยุติธรรมเป็นอย่างไร ตนรณรงค์ไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถูกอุ้มถูกเอาไปขังไม่รู้กี่ที ก็สู้กัน มีคดียัดมา มีตั้ง 10 คดี คดีนี้เป็นคดีสุดท้ายแล้วไม่รู้ว่าจะออกอย่างไร ก็ต้องสู้กันต่อไป" นายวัฒนา กล่าวทิ้งท้าย

"ดีป้า" โชว์ผลงานรอบ 3 ปี ช่วยพลิกโฉมประเทศไทยด้วย "เทคโนโลยีดิจิทัล" ในทุกมิติ

 


สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล แถลงผลงานสำคัญในรอบ 3 ปี ภายใต้แนวคิด “The Premier by depa” ชูความเป็นแถวหน้าด้านการส่งเสริมและพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในทุกมิติ ทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม และความร่วมมือระดับนานาชาติ ผ่านผลสำเร็จจากกลไกส่งเสริมและสนับสนุนที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเผยแผนการดำเนินงานปี 2564 ในการเป็นองค์แถวหน้าที่ส่งเสริมและนำพาไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน


ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่าเป้าหมายในปี2564 ดีป้า พร้อมเดินหน้าผลักดันในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านมหาวิทยาลัยสู่ยุคดิจิทัล โดยการจัดตั้ง Drone University เพื่อพัฒนาคนให้รู้จักนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ประกอบวิชาชีพ รวมถึงการจัดตั้ง AI University โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทักษะ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อผลิตบุคลากรตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม การผลักดันเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ดิจิทัลและไอโอทีในชื่อ dSURE การสร้างแพลตฟอร์มไทยเพื่อคนไทย (National Platform for All) การนำเทคโนโลยี 5G มาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนา Tech Hunting รวมถึง Big Data พร้อมสานต่อการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ และการพัฒนา Thailand Digital Valley

 

“ดีป้า จะคงความเป็นแถวหน้าด้านการส่งเสริมและพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ตามแนวคิด ‘Premier’ ที่พร้อมทำงานเชิงรุก เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนคิดเป็น ทำเป็น และทำได้ อีกทั้งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว


ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่า สำหรับผลการดำเนินงานสำคัญในรอบ 3 ปี  ดีป้า กำลังเดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 4 ซึ่งแผนการดำเนินงานจะยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและนำพาประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านกลไกส่งเสริมและสนับสนุนที่ถูกพัฒนาขึ้น และคงความเป็นแถวหน้าที่พร้อมทำในสิ่งที่ผู้อื่นยังไม่ริเริ่มดำเนินการ

 

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดีป้า ทำงานสอดประสานกันเป็น “ทีม” โดยมี Think Tank ที่ดำเนินการวิเคราะห์แผนระดับชาติถึงแผนส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล การเสนอกฎหมายที่เอื้อต่อระบบนิเวศด้านเศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้งกำหนดกลยุทธ์และกลไกสำคัญที่ส่งผลให้การดำเนินงานของ ดีป้า เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากำลังคนสู่ยุคดิจิทัล การยกระดับภาคเศรษฐกิจสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ การขับเคลื่อนชุมชนสู่สังคมดิจิทัล และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับนวัตกรรมดิจิทัล พร้อมกันนี้ ดีป้า ยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับเครือข่ายระดับนานาชาติ ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ ดร.กษิติธร ภูภราดัย  รองผู้อำนวยการใหญ่ (กลุ่มยุทธศาสตร์และบริหาร)” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

 

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลจะต้องดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูล ดังนั้นสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) หนึ่งในสถาบันภายใต้สังกัด ดีป้า จึงมีความสำคัญ ซึ่งขณะนี้ทีม Think Tank มีการจัดเก็บข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) อาทิ การสำรวจข้อมูลเพื่อประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยจัดทำระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อแสดงผลข้อมูลสภาพรวมและแนวโน้มอุตสาหกรรมดิจิทัล การสำรวจความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัลรายไตรมาส และการสำรวจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรมการผลิต นอกจากนี้ ดีป้า ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านทักษะดิจิทัล กฎหมาย ความปลอดภัย ประโยชน์และโทษจากดิจิทัลสำหรับผู้สูงวัย ผู้พิการ เด็กและเยาวชน เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนากำลังคนสู่ยุคดิจิทัล

 


 

โดย ดีป้า มุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คน” สู่การเป็น “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ของประเทศ โดยการส่งเสริมให้เยาวชนไทยเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ พร้อมเพิ่มทักษะความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี

ดิจิทัล (นิวสกิล) ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ด้าน Coding ได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง codingthailand.org และส่งผ่านองค์ความรู้ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) แก่นักศึกษาจบใหม่ ผู้ว่างงาน รวมถึงผู้ที่ต้องการอัพสกิล-รีสกิลตนเองสู่การเป็นกำลังคนดิจิทัล ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมของประเทศ อีกทั้งมีความพร้อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไป

 

ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ “ชุมชน” สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลไปแล้ว 177 ชุมชน โดยสามารถยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้ชุมชนแล้วมากกว่า 137 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีด้านการเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีการผลิตและแปรรูป โดรนเพื่อการเกษตร แอปพลิเคชันสำหรับการบริหารจัดการธุรกิจให้กับวิสาหกิจชุมชน เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต และเทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ด้านการขับเคลื่อนชุมชนสู่สังคมดิจิทัล โดยภารกิจต่าง ๆ มี ดร.รัฐศาสตร์ กรสูต รองผู้อำนวยการใหญ่ (กลุ่มสังคมและกำลังคนดิจิทัล) เป็นผู้ดำเนินการ

 

ขณะที่ยุทธศาสตร์ด้านการยกระดับภาคเศรษฐกิจสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ ดีป้า โดยสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น รับบทเป็น “ทีมลงทุนร่วมสร้าง” สร้างระบบนิเวศด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการดิจิทัลได้พบกัน อีกทั้งร่วมลงทุนและหาตลาดภาครัฐและภาคเอกชนสำหรับผู้ให้บริการ โดยที่ผ่านมา ดีป้า ได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทยไปแล้ว 98 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 6,890 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าผลักดันดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยสู่ระดับสากล   อีกทั้งเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยเข้าสู่ระดับ Series A แล้ว 4 ราย และมีแผนที่จะสนับสนุนให้เกิด “ยูนิคอร์น” สัญชาติไทยให้ได้ในที่สุด

 

พร้อมกันนี้ ดีป้า ยังสร้างมาตรฐานที่ยั่งยืน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ใช้บริการ ทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ตลาดสด และเกษตรกร สามารถเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล  (Digital Transformation) ด้วยกลไกต่าง ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลไปแล้ว 6,407 ราย สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปีนี้ที่ 4,000 ราย ซึ่งดำเนินการโดย นายฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รองผู้อำนวยการใหญ่ (กลุ่มงานเศรษฐกิจดิจิทัล)

 

นอกจากนี้ ดีป้า ยังมีทีมโครงการพิเศษที่ดำเนินยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับนวัตกรรมดิจิทัล โดย ดร.ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการใหญ่ (กลุ่มงานโครงการพิเศษ) ที่เล็งเห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ อีกทั้งดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้น ดีป้า จึงเร่งยกระดับพื้นที่ที่มีความพร้อมจากทั่วประเทศสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ตามเกณฑ์ประเมินมาตรฐาน ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภาคเอกชน รวมถึงการมีส่วนรวมของประชาชนในพื้นที่ในการวิเคราะห์และเฟ้นหาบริการที่เหมาะสมจากเครือข่ายดิจิทัลสตาร์ทอัพ ก่อนนำมาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมามีการประกาศเขตส่งเสริม

เมืองอัจฉริยะแล้ว 40 เมือง และตั้งเป้าที่จะพัฒนาเมืองอัจฉริยะประเทศไทย จำนวน 100 เมืองภายในปี 2565

 


 

ดีป้า โดยสถาบันไอโอทีและนวัตกรรมดิจิทัล ยังได้พัฒนา Thailand Digital Valley บนพื้นที่ 30 ไร่ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand หรือ EECd) เพื่อเป็นศูนย์กลางการออกแบบ พัฒนา วิเคราะห์ ทดสอบ ทดลองเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น IoT,Data Science, 5G Applications, Smart Devices, High Value-Added Software, Robotics, Cloud และ Digital Services อีกทั้งเป็นพื้นที่จับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทชั้นนำระดับโลกกับดิจิทัลสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเป้าหมายใน 6 สาขา ประกอบด้วย เทคโนโลยีเพื่อการเงิน (FinTech) เทคโนโลยีเพื่อการเกษตร (AgTech) เทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว (Travel Tech) เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (Health Tech) เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (EdTech) และเทคโนโลยีเพื่อการบริการภาครัฐ (GovTech) ก่อนขยายตลาดเชิงพาณิชย์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

พร้อมกันนี้ ดีป้า ประสงค์ที่จะเปลี่ยนสังคมผู้บริโภคไปสู่สังคมผู้ใช้ให้เกิดประโยชน์ พร้อมผลักดันให้เกิดการสร้างนวัตกรรมร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศน์ด้านดิจิทัลอย่างเข้มแข็ง อีกทั้งเป็นแรงจูงใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและธุรกิจชั้นนำในอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยมุ่งหวังให้ Thailand Digital Velley ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลขั้นสูงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN Digital Hub) ต่อไป

 

โดยภายใน Thailand Digital Valley ประกอบด้วย 5 อาคาร รวมพื้นที่ใช้สอยกว่า 86,000 ตารางเมตร ได้แก่ depa Digital One Stop Service Centre อาคารหลังแรกในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่สร้างแล้วเสร็จและมีการจองสิทธิ์เช่าโดยเอกชนเต็มพื้นที่แล้ว ขณะที่อาคารหลังที่สองคือ   Digital Startup Knowledge Exchange Centre ที่ได้รับเกียรติจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงเป็นองค์์ประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์์ สร้างแล้วเสร็จไปกว่า 50% และมีบริษัทเอกชน รวมถึงดิจิทัลสตาร์ทอัพจองสิทธิ์เช่าพื้นที่แล้วกว่า 25% นอกจากนี้ ยังมีอาคาร Digital Co-creation & Innovation Centre ที่อยู่ระหว่างเตรียมประกาศผู้รับจ้าง อาคาร Digital Edutainment Complex และอาคาร Digital Go Global Centre ซึ่งทั้งหมดจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2566

"เก้า เกริกพล" สวนกลับ "เจนนี่" ลั่นเรื่องจะจบด้วยดี ถ้าคุยกันด้วยความจริง

 


(24 กันยายน 2563) ภายหลังจากเจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น (รัชนก สุวรรณเกตุ) ได้ควงลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น น้องสาวไปออกรายการคุยแซ่บโชว์ และได้ให้สัมภาษณ์พาดพิงถึงกล่าวเก้า เกริกพล โดยระบุว่า อยากให้เรื่องจบที่ได้ 1 ล้านบาท 3 คนตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น


ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 24 ก.ย.เพจเฟซบุ๊กของ”เก้า เกริกพล”ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ตามที่มีข่าวว่า พี่เจนนี่เสนอเงินให้ผม 1 ล้านบาท แต่ผมไม่ยอมรับไว้ จนทำให้มีคนวิจารณ์ผมในทำนองเสียหายว่า ผมเห็นแก่เงินนั้น ผมขอใช้พื้นที่ตรงนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงครับ ในประเด็นนี้ ผมไม่เคยได้รับการติดต่อโดยตรงจากพี่เจนนี่เลย พี่เจนนี่เคยส่งข้อความมาใน Facebook แต่ผมไม่ได้เปิดอ่าน เพราะผมคิดว่า เป็นเรื่องใหญ่แล้ว ควรให้ผู้ใหญ่ตัดสินใจแทนจะดีกว่าครับ

ในการเจรจาแม่ของผมได้มอบหมายให้พี่ทนายเจมส์เป็นตัวแทน ซึ่งก็มีคนกลางเข้ามาเจรจาให้ ตอนแรกคนกลางเสนอตัวเลขมา 300,000 บาท และต่อมาเสนอเพิ่มให้ 500,000 บาท พร้อมทิ้งท้ายว่า ถ้าเพิ่มเป็น 1 ล้านจะจบไหม จะไปคุยกับพี่เจนนี่ให้ แต่คนคนกลางก็เงียบไป จนพี่ทนายเจมส์และทีมงานได้ยื่นฟ้องต่อศาลตามที่เป็นข่าว


ส่วนประเด็นเรื่องที่มีข่าวว่า ผมเรียกเงิน 3 ล้านบาท ขออธิบายว่า เป็นการตอบคำถามของพี่นักข่าว ซึ่งในการสัมภาษณ์พี่นักข่าวถามว่า ถ้าจะเรียกร้องค่าเสียหายจะเรียกร้องเท่าไหร่ พี่ทนายเจมส์ตอบไปว่า เรียกประมาณ 3 ล้านบาท โดยประมาณการจากรายได้ที่ผมเคยได้รับจาก YouTube ซึ่งต้องมีเอกสารยืนยันที่ชัดเจนอีกครั้ง และพี่ทนายจะออกหมายเรียกเอกสารแสดงรายได้จากสรรพากร เพื่อให้ทราบรายได้ที่แท้จริงที่เกิดจากมิวสิควิดีโอเพลงและเพลง เพื่อการต่อรองหรือฟ้องคดีต่อไป เรื่องราวทุกอย่างจะจบลงได้ด้วยดีนะครับ ถ้าเราคุยกันด้วยความจริง


หมอวรงค์ ลั่น 24 ก.ย. หากสภาโหวตแก้รัฐธรรมนูญ เจอส่งศาลตีความแน่

 


23 ก.ย.2563 - ที่บริเวณหน้ารัฐสภา กลุ่มไทยภักดี นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานกลุ่มไทยภักดี นำมวลชนประมาณ 100 คน เข้ายื่นรายชื่อจำนวน 130,000 รายชื่อ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา(ส.ว.) เพื่อคัดค้านการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้ใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 เนื่องจากเป็นฉบับปราบโกง และมาจากประชามติของประชาชนกว่า 16 ล้านเสียง 


โดย นพ.วรงค์ ปราศรัยถึงคำแถลงของกลุ่มไทยภักดี จำนวน 4 ข้อว่า 


1.รัฐธรรมนูญปี 60 มาจากประชามติของประชาชน16.8ล้านเสียง ถือว่าประชาชนเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัย สมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ชินวัตร ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ผ่านประชามติเช่นกัน คือสามารถแก้ไขได้รายมาตรา แต่การยกร่างใหม่ต้องถามประชาชนก่อนว่ายอมหรือไม่ ดังนั้นรัฐธรรมนูญปี60 ก็เช่นกัน การจะตั้ง ส.ส.ร.เพื่อร่างฉบับใหม่ต้องทำประชามติถามประชาชนก่อน 

2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีประโยชน์ใดๆของประชาชนมีแต่ประโยชน์นักการเมืองที่ต้องการแก้ไข เช่น การปราบโกง คดีที่นักการเมืองทุจริตไม่มีหมดอายุความ รูปแบบการเลือกตั้งเพื่อป้องกันทุนสามานย์ ซื้อส.ส. จนเกิดเผด็จการรัฐสภาจากรูปแบบบัตร2ใบ รวมถึงการฉวยโอกาสทำลาย จาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง


3.ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเสียเงินอีก 15,000 ล้านบาท แก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์นักการเมือง และ 


4.ปัญหาส.ว.ที่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นเพียงบทเฉพาะกาลเหลือเวลาอีก3ปีก็จะหมดวาระ สิ่งนี้ก็มาจากประชาชนลงประชามติ ให้อำนาจไว้ชั่วคราว หลังจากนั้น ส.ว.จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ยากที่นักการเมืองจะเข้าแทรกแซง


“เราทำการเมืองแบบนี้ไม่มีคำว่าแพ้ ถ้ารบเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินต้องไม่แพ้ เราต้องชนะเท่านั้น และที่สำคัญในการพิจารณาวาระแก้ไขรัฐธรรมนูญจนถึงวันที่24ก.ย.นี้ หากรัฐสภาลงมติผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้จะต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน ถ้าดื้อดึง เราจะไปดำเนินการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ  เชื่อว่าศาลฯมีบรรทัดฐานอยู่แล้ว ไม่มีไรต้องกลัว ชนะอย่างเดียว” นพ.วรงค์ กล่าว


จากนั้น นพ.วรงค์ นำกลุ่มไทยภักดี ยื่น1.3แสนรายชื่อผ่านนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะตัวแทนประธาน ส.ว. และนายแทนคุณ จิตต์อิสระเลขานุการคณะทำงานประธานสภาฯ ในฐานะตัวแทนประธานสภาฯ โดยพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว. เป็นตัวแทนกล่าวว่า การพิจารณาตามญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามข้อบังคับของสภาฯ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาร่วมกันของส.ส. ส.ว. ซึ่งจะนำข้อคิดเห็นของกลุ่มฯ เรียนประธาน ส.ว.ต่อไป


ขณะที่นายแทนคุณ กล่าวว่า สภายินดีฟังเสียงประชาชน เพราะรัฐสภาก็สร้างมาจากภาษีประชาชน ประชาชนที่มาในวันนี้เราก็คุ้นหน้าคุ้นตากันอย่างดี และต่อสู้กันมาเพื่อให้บ้านเมืองสุจริต ยืนยันว่าตนจะนำรายชื่อ และข้อเสนอของทางกลุ่มฯไปมอบถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ให้ถึงมือท่านด้วยตัวเอง และจะใช้กลไกสภาฯให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตามเราต้องอดทนกับความไม่เข้าใจของบางคนที่เขาอาจเกิดไม่ทัน ในยุคที่บ้านเมืองลุกเป็นไฟช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเราจะนำความเห็นในด้านนี้มาเสนอว่าเป็นอย่างไร

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

"หมอวรงค์" นำทัพบุกสภา ยื่น 130,000 รายชื่อ ยื่นคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560

 



(23 ก.ย. 2563) เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 23 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศก่อนการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน 6 ฉบับ กลุ่มร่วมกลุ่มไทยภักดี นำโดย นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม มีน.ส.หฤทัย ม่วงบุญศรี หรืออุ๊ แกนนำกลุ่มฯ นำมวลชน ประมาณ 200 คน


เดินทางมารวมตัวด้านหน้าอาคารรัฐสภา เพื่อยื่นคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา โดยก่อนยื่นหนังสือ น.ส.หฤทัย ปราศรัยกับมวลชนถึงเหตุผลการคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ


โดยเฉพาะในหมวดที่เกี่ยวกับสถาบัน และการปกป้องสถาบัน พร้อมโจมตีนักการเมืองและนักวิชาการบางคน รวมถึงนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ที่ไม่เคารพสถาบันที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน โดยมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวโดยรอบ


นพ.วรงค์ กล่าวว่า วันนี้ทางกลุ่มได้รวบรวมรายชื่อประชาชน 130,000 รายชื่อ ที่ใช้เวลารวบรวมเพียง 4 วัน และยืนยันได้ว่ามีตัวตนจริง เดิมคิดว่าจะได้มากกว่านี้แต่มีฝ่ายตรงข้ามใช้เทคโนโลยีขั้นสูงโจมตีระบบของเรา


จึงยุติการรวบรวมเพราะเกรงว่าระบบจะล่ม ซึ่งรายชื่อเท่านี้ถือว่ามากเพียงพอที่จะคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของเราที่เป็นตัวแทนประชาชน 16.8 ล้านเสียง ที่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และคัดค้านการแก้ไขฯ


“ขอเตือนไปถึงสมาชิกรัฐสภาทุกคนถ้ายังดื้อดึง เดินหน้าแก้ไขโดยไม่ฟังเสียงประชาชน เรื่องคงต้องจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ และก่อนหน้านั้นเคยมีบรรทัดฐานจากศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติถือว่าถูกสถาปนาโดยประชาชน


แต่รัฐสภาเป็นเพียงองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีฐานะต่ำกว่าไม่มีอำนาจเปลี่ยนรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่มีอำนาจเพียงแก้ไขเท่านั้น ขอฝากไปถึงสมาชิกรัฐสภาว่าอย่าเสียเวลา อย่าเสียงเงินทองของประชาชนเพราะถ้าเดินหน้าแพ้แน่นอนและประชาชนต้องเป็นผู้ชนะ” นพ.วรงค์ กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายว่า ในวันนี้ นายศุชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา จะมารับมอบ 130,000 รายชื่อ ของกลุ่มไทยภักดี ที่หน้าอาคารัฐสภา ด้วยตนเอง

ด่วน! สั่งปิดชายแดน-ระงับการใช้ช่องทาง "สังขละบุรี-พญาตองซู" ฝ่าฝืนโทษหนัก

 


22 กันยายน 2563 เมื่อเวลา 14.00 น. นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี/ประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกาญจนบุรี/ ผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดกาญจนบุรี มีประกาศคำสั่งจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 3719/2563 เรื่อง การระงับใช้ช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยของบุคคล ยานพาหนะ และสิ่งของ ณ จุดผ่อนปรนทางการค้าด่านพระเจดีย์สามองค์ (จุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว) ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี


อนุสนธิคำสั่งจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 2675/2563 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2563 เรื่องการผ่อนผันการใช้ช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักรเฉพาะเพื่อการขนส่งสินค้า ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี และจุดผ่อนปรนทางการค้าด่านพระเจดีย์สามองค์ (จุดผ่านแดนชั่วคราว เพื่อการท่องเที่ยว) ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี นั้น


รายละเอียดระบุว่า เนื่องจากศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.)ได้รายงานข้อมูลผู้ติดเชื้อในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่า เกิดการระบาดระลอกที่ 2 ตั้งแต่วันที่16 สิงหาด 2563 จำนวน 580 ราย ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ที่รัฐยะไข่ที่เมืองซิตตเว ซึ่งเป็นเมืองเอก ทั้งนี้ รัฐยะไข่ กำลังเป็นพื้นที่วิกฤตที่สุด จำนวนผู้ป่วยสะสมในพื้นที่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐบาลสั่งล็อกดาวน์เมืองซิตตเวอย่างไม่มีกำหนด ตั้งแต่วันที่ 20 สิหาคม 2563 ที่ผ่านมา


ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVD -19) ในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดต่อชายแดนของสาธารณรัฐแห่สหภาพมียนมา และมีช่องทางผ่านแดนที่เป็นช่องทางธรรมชาติ เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVD - 19) ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข


อาศัยอำนาจตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 และข้อ 7 (1) ของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 25  มีนาคม พ.ศ.2563 ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะผู้กับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดกาญจนบุรี โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกาญจนบุรี ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26  มกราคม 2559 เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติในการพิจารณาการเปิด ระงับ หรือปิดจุดผ่านแดนประเภทต่าง ๆ

จังหวัดกาญจนบุรีจึงมีคำสั่ง ดังนี้


1. ระงับการใช้ช่องทางสำหรับการนำเข้า-ส่งออกขนส่งสินค้าและสินค้าผ่านแดน และห้ามเคลื่อนย้ายบุคคล รวมถึงผู้ป่วยเข้ามาทุกกรณี ณ จุดผ่อนปรนทางการค้าด่านพระเจดีย์สามองค์ (จุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว) ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และซ่องทางผ่านแดนที่เป็นช่องทางธรรมชาติโดยให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่โดยเข้มงวด


2. เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชน หรือผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิโต้แย้ง ตามมาตรา 30 วรรค 2 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539


ทั้งนี้ ผู้ใดฝาฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ โดยไม่มีเหตุอันสมควรจะมีความผิดตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีความผิดตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2563 จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม  2563 สั่ง ณ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563

เกือบจะกินไปแล้ว! สาวซื้อ "เนื้อหมู" จากห้างดัง ผ่าออกเจอก้อนประหลาดคล้ายหนองไหลเยิ้ม

 จากกรณี ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ภาพชวนขนลุกไปที่กลุ่มนครแม่สอด เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเนื้อหมูที่ตนเองได้ไปซื้อมาจากห้างใหญ่แห่งหนึ่ง แต่เมื่อกลับมาที่บ้านและทำการหั่นเนื้อหมู กลับพบว่าด้านในเนื้อหมูดังกล่าวมีก้อนสีขาวขนาดใหญ่อยู่ ซึ่งไม่รู้ว่าก้อนดังกล่าวคืออะไร จนต้องทิ้งเนื้อหมูที่ซื้อมาทั้งหมดไป เพราะไม่กล้านำมาทำอาหาร


ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2563 นางธนากานต์ สิงห์บุตร อายุ 32 ปี เจ้าของโพสต์ดังกล่าว เผยว่า หลายวันก่อนไปซื้อหมูที่ห้างใหญ่แห่งหนึ่งใน อ.แม่สอด เป็นเนื้อสันคอหมู น้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัม จากนั้นจะนำมาหั่นทำผัดหมูหน่อไม้กินกัน 3 คน พ่อแม่ลูก ส่วนหนึ่งที่เหลือก้อนใหญ่นำแช่แข็งไว้ พอเช้าวานนี้นำออกมาจากช่องฟรีซในตู้เย็นพักทิ้งไว้จนใกล้ละลาย จากนั้นจึงนำมาหั่นเพื่อจะปั่นเป็นหมู่สับทำผัดกะเพรากิน แต่พอหั่นแยกเป็นชิ้นๆ ก็ต้องตกใจ เพราะพบว่าในเนื้อหมูมีฝีหนองไหลเยิ้มออกมาจำนวนมาก จึงถ่ายภาพไว้แล้วโพสต์ถามใครรู้ว่าเนื้อหมูเป็นอะไร ก็มีเพื่อนๆ เข้ามาทักว่าอย่ากินเพราะอันตราย หมูเป็นโรค


ทั้งนี้ หลังจากเรื่องราวถูกแพร่ออกไป ห้างดังกล่าวได้ส่งเจ้าหน้าที่นำหมูมาเปลี่ยนให้ โดยไม่แสดงความรับผิดชอบเท่าที่ควร แถมยังบอกว่าหมูไม่เป็นไร ทำไมไม่นำไปให้ลูกน้องกิน ซึ่งตนก็รู้สึกกลัวเพราะกินกันไปแล้ว กลัวกันทั้งครอบครัว แม้ว่าทางห้างบอกว่าจะพาไปตรวจแต่เรื่องก็เงียบไป การติดต่อทางไลน์ช่วงแรกๆ พอตกเย็นทางห้างลบข้อมูลไปหมด จึงอยากให้ทางห้างรับผิดชอบมากกว่านี้ เพราะวันข้างหน้าไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นเพราะกินกันไปแล้วถึง 3 คน ตอนนี้ต้องเลิกกินหมูแล้ว



ต่อมา นางธนากานต์ ได้เดินทางไปยัง สภ.อ.แม่สอด แจ้งลงบันทึกประจำวันกับ ร.ต.อ.สุขเสริม พันธุ์เขียว รอง สว.(สอบสวน) สภ.แม่สอด เพื่อเป็นหลักฐานว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วทางห้างไม่มีความรับผิดชอบเท่าที่ควร ซึ่ง นางธนากานต์ กล่าวสั้นๆ ว่า “มาลงบันทึกประจำวันเพื่อให้ทางห้างรับผิดชอบ ด้วยการพาครอบครัวไปตรวจเพื่อความสบายใจ”.