วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"‘เพนกวิน" สำนึกผิด! ละเมิดศาล อ้างอารมณ์ชั่ววูบ ศาลเมตตาลงโทษแค่ตักเตือน

 (28 ต.ค.63) ที่ห้องพิจารณา 710 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดไต่สวนคดีละเมิดอำนาจศาลหมายเลขดำ ลศ. 9/2563 ที่ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอาญา กล่าวหา นายพริษฐ์ หรือเพนกวิน ชิวารักษ์ แกนนำกลุ่ม ประชาชนปลดแอก ผู้ถูกกล่าวหาเรื่องละเมิดอำนาจศาล


จากกรณีเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 ส.ค.2563 ขณะที่พนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ นำตัวนายอานนท์ นำภา และนายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ 2 ผู้ต้องหา คดี ปราศรัยปลุกปั่นยุยง ฯ มายื่นคำร้องฝากขังต่อศาลอาญา ได้เกิดการรวมตัวของบุคคลผู้สนับสนุน บริเวณหน้ามุกบันไดทางขึ้นศาลอาญา ซึ่งระหว่างนั้น นายพริษฐ์ ได้ยืนขึ้นตะโกนส่งเสียงดัง และใช้กล้องถ่ายภาพลงโฆษณา เพื่อชักชวนให้บุคลอื่น ๆ เดินทางมาชุมนุมในบริเวณศาล เพื่อขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล รวมทั้งการถ่ายทอดสด(ไลฟ์สด) ภาพและเสียงเหตุการณ์การชุมนุมในบริเวณศาล ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียและสื่อต่าง ๆ โดยการกระทำของนายพริษฐ์ ทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในบริเวณศาล ทั้งยังไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดศาลอาญา ถือว่า เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล


โดยในวันนี้ ศาลได้เบิกตัวนายพริษฐ์ จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งขณะถูกควบคุมตัวอยู่ภายในรถของกรมราชทัณฑ์ นายพริษฐ์ ได้ชูสัญลักษณ์ 3 นิ้ว ผ่านกระจก ระหว่างที่รถเคลื่อนผ่านด้านหน้าศาลเพื่อทักทายสื่อมวลชน


ศาลได้ไต่สวนผู้แทนผู้อำนวยการประจำศาลอาญาแล้ว แถลงยืนยันว่าภายในเขตอำนาจศาลอาญาได้มีการออกประกาศข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ใดประพฤติตนในทางที่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือก่อให้เกิดความรำคาญหรือกระทำการในลักษณะที่เป็นการส่งเสริมยั่วยุสนับสนุนใด ๆ ในการกระทำดังกล่าวในบริเวณศาลห้ามมิให้ผู้ใดใช้เครื่องขยายเสียงส่งเสียงดังอันเป็นการรบกวนการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลโดยได้ปิดประกาศข้อกำหนดดังกล่าวไว้หน้าศาลอาญาแล้วผู้ที่เข้ามาภายในศาลอาญาย่อมทราบถึงข้อกำหนดโดยทั่วกัน


ศาลได้สอบถามนายพริษฐ์ ผู้ถูกกล่าวหาแล้ว แถลงว่าขณะนี้มีอายุ 22 ปีกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยยอมรับว่าได้พูดถ้อยคำตามที่ปรากฏในคำร้องและหลักฐานแผ่นซีดีจริง แต่ถ้อยคำที่กล่าวไปนั้นไม่ทันคิดไตร่ตรอง


อย่างไรก็ตามตนมิได้มีเจตนาขัดขวางหรือก้าวล่วงการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล จึงขอโอกาสศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายจากการกระทำดังกล่าว โดยจะแถลงขอโทษแสดงความรู้สึกเสียใจต่อการกระทำดังกล่าวของตน จากนั้นนายพริษฐ์ ได้แถลงศาล ว่าหากผู้ถูกกล่าวสำนึกผิดในการกระทำครั้งนี้แล้วไม่ติดใจดำเนินคดีนี้กับผู้ถูกกล่าวหาอีก


ทั้งนี้ขอให้ผู้ถูกกล่าวหาอย่ากระทำในลักษณะเดียวกันกับการกระทำในครั้งนี้อีกและขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณา


ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นายพริษฐ์ ผู้ถูกกล่าวหา มีอายุเพียง 22 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวข้อความไปโดยสำคัญผิดคิดว่ามีสิทธิที่จะกระทำได้ทั้งเป็นการกล่าวถ้อยคำด้วยอารมชั่ววูบ มิได้ไตร่ตรองถึงความถูกต้องและเหมาะสมในการกระทำของตนแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะมิได้หยุดกล่าวถ้อยคำในทันทีที่เจ้าหน้าที่ห้ามปราม แต่เมื่อภายหลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นมีเวลานึกคิดอย่างรอบคอบก็ทราบได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและจะไม่กระทำในลักษณะเดียวกันอีก พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหารู้สำนึกถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสมของตน ทั้งผู้ถูกกล่าวหาได้แถลงต่อศาลยอมรับว่าได้กล่าวถ้อยคำตามคำร้องจริงและยืนยันว่าจะไม่กระทำการเช่นว่านั้นอีก เพื่อแก้ไขบรรเทาผลเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ผู้ได้รับฟังถ้อยคำในวันนั้น ไม่ว่าจะเป็นการรับฟังในเหตุการณ์หรือรับฟังผ่านสื่อทางใดทางหนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหาได้ทำคำแถลงขอโทษเพื่อให้เผยแพร่ข่าวว่าถ้อยคำที่ผู้ถูกกล่าวหาพูดในวันนั้นเป็นการกล่าวโดยอารมณ์ชั่ววูบ มิได้ไตร่ตรองและเข้าใจกระบวนพิจารณาของศาล ที่กำลังดำเนินอยู่ในคดีของนายอานนท์ นำภา และนายภาณุพงศ์ จาดนอก ให้รอบครอบ จนนำมาสู่การกล่าวข้อความที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงเมื่อผู้ถูกกล่าวหารู้สำนึกในการกระทำความผิด


ตลอดจนพยายามแก้ไขบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นและผู้กล่าวหาไม่ติดใจดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา กรณีจึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะดำเนินคดีในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลกับผู้ถูกกล่าวหาอีกต่อไป แต่เพื่อธำรงไว้ซึ่งหน้าที่ประการสำคัญของศาลยุติธรรมในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย สามารถใช้สิทธิทางศาลผ่านกระบวนพิจารณาภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน โดยไม่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้มีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันจึงต้องรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยภายในบริเวณศาล มิให้ผู้ที่มีความเห็นแตกต่างเกิดความเกรงกลัวต่อภยันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อตนจนถึงขนาดเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิทาง


ศาลจึงเห็นควรว่ากล่าวตักเตือนนายพริษฐ์ ผู้ถูกกล่าวหาและให้ผู้ถูกกล่าวหากล่าวคำปฏิญาณต่อศาล ว่าจะไม่กระทำการในลักษณะเช่นเดียวกันนี้อีกแล้วให้ปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ


เครดิต https://www.naewna.com/local/528057


วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ก้าวไกลฉะเดือด'ประยุทธ์'! หยุดเอาสถาบันกษัตริย์มารักษาอำนาจตัวเอง

 26 ต.ค. 63 - ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.45 น.นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายระหว่างการประชุมรัฐสภาร่วมกันสมัยวิสามัญว่า เนื้อหาของญัตติเป็นข้อบิดเบือน กลบเกลื่อนและให้ร้าย โดนโยนความผิดต่อผู้ชุมนุมโดยไม่ได้คำนึงถึงความผิดพลาดของตัวเอง การชุมนุมไม่ได้ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคจากที่ผ่านมาไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อหลังการชุมนุม และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ นานาประเทศต้องเชื่อมั่นว่าความขัดแย้งในสังคมสงบลง ไม่ใช่ใช้กฎหมายปิดปากประชาชน ความเชื่อมั่นก็จะลดลง ขณะที่การชุมนุมที่ทำเนียบก็มีการประกาศชัดเจนว่าจะยุติการชุมนุมเมื่อไร 


และที่มีการกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมขวางขบวนเสด็จ ทั้งที่รัฐบาลเป็นผู้ถวายการอารักขาความเรียบร้อยในการเสด็จ และผู้ชุมนุมก็หลีกเลี่ยงเส้นทางนั้นแล้ว แสดงว่ารัฐบาลไม่ได้สำนึกถึงความผิดพลาดของตนเอง แต่ไปใส่ร้ายผู้ชุมนุมนำไปสู่คดีความที่มีโทษถึงประหารชีวิต เติมเชื้อไฟในสังคม การสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน เช่น การฉีดน้ำที่มีสารเคมีใส่ผู้ชุมนุม ก็เป็นการทำเกินกว่าเหตุ ขณะที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่ามีการดำเนินการบางเรื่องที่ผู้ชุมนุมขอมาแล้ว แต่อยากให้ชี้แจงให้ชัดเจนว่าทำเรื่องไหนแล้วบ้างและความคืบหน้าถึงไหน ไม่ใช่การฟอกขาวตัวเองและปกปิดความผิดในการแก้ปัญหาประเทศ 


นายกรัฐมนตรีต้องทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมใหม่ ไม่ใช่ว่าเยาวชนจะมีใครมาชี้นำได้พวกเขาฉลาดเกินกว่าใครจะชี้นำ ไม่อย่างนั้นค่านิยม 12 ประการที่รัฐบาลยัดใส่ก็คงจะอยู่ตรงนั้น ส่วนมาตรา 9 ใน พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อ้างกระทบความมั่นคงของรัฐ ซึ่งต้องไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล จะเอามาป้องกันความอยู่รอดของรัฐบาลไม่ได้ องค์การสหประชาชาติก็แสดงท่าทีว่าขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีอยู่ นายกรัฐมนตรีต้องหยุดคุกคามประชาชนด้วยกฎหมายพิเศษ ที่ผ่านมาเคยมีการชุมนุมยืดเยื้อยาวนาน ทำลายทรัพย์สินราชการจนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่สำหรับการชุมนุมนี้ไม่มีถึงขั้นนั้น แล้วจะประกาศให้ถอยคนละก้าว แต่ท่านก้าวเกินมาหลายก้าว ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่เท่ากับเพิกถอน 


นายกรัฐมนตรีต้องยกเลิกการดำเนิคดีกับผู้ที่ชุมนุมโดยสงบ นายกรัฐมนตรีเป็นคนเสพติดอำนาจ สมัยนี้ไม่มีเครื่องมือเหมือนหลังรัฐประหาร พอเกิดโรคระบาดจึงต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน นี่คือพฤติกรรมของผู้นำประเทศที่ลุแก่อำนาจและเสพติดอำนาจโดยแท้ อำนาจตุลาการก็บิดเบี้ยว ตอบสนองความอยุติธรรมในสังคม คำถามของนายกรัฐมนตรีว่าผมผิดอะไร ความแยกแตก ความอดอยากของประชาชนคือคำตอบที่ชัดเจน ความผิดที่ร้ายแรงคือไม่รู้ตัวว่าทำผิด ปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงและจะแก้ไขความผิดพลาด ทำเสียสมดุลการรักษาสุขภาพกับเศรษฐกิจ ใช้อำนาจแทรกแซงองค์กรอิสระจนเสียสมดุล 


"ถึงเวลาที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องทบทวนการร่วมรัฐบาล รัฐบาลจะไปต่อไม่ได้ถ้าไม่มีพรรคร่วม นายกรัฐมนตรีต้องหยุดเอาความจงรักภักดีมากอดตัวเอง หยุดผูกมัดเอาสถาบันไว้กับปัญหาที่ตัวเองเป็นคนก่อเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจและปกปิดความล้มเหลวหยุดสะกดจิตตัวเองว่าไม่ผิดและยอมลาออก เปิดทางให้คนที่เห็นคนเท่าเทียมกันเข้ามาทำงานเพื่อหาทางออกและฉันทามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญและคืนอำนาจให้กับประชาชน" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ระบุ.


https://www.thaipost.net/main/detail/81810


จับตาศาลแพ่งอ่านคำพิพากษา ครอบครัวชัยภูมิ ป่าแส ร้องค่าเสียหายกองทัพบก

 25 ต.ค.63- เป็นเวลากว่า 3 ปี 7 เดือนแล้วที่ นายชัยภูมิ ป่าแส ถูกเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณด่านรินหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่วิสามัญฆาตกรรม  ซึ่งภายหลังเกิดเหตุขึ้นครอบครัวของนายชัยภูมิ ได้เดินหน้าทวงถามความยุติธรรม ทั้งการทวงถามเรื่องกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์แต่ไม่มีการตอบรับใด ๆ จากเจ้าหน้าที่ จนนำมาสู่การยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารทั้งสองที่วิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิ โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมากระบวนการของศาลในการสืบพยานทั้งโจทก์และจำเลยได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และในวันจันทร์ที่ 26 ต.ค. เวลา 09.00  น. ศาลแพ่ง จะอ่านคำพิพากษาต่อคดีดังกล่าว 


ขณะเดียวกัน ภายใต้สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน เครือข่ายขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้ร่วมกันออกจดหมายเปิดผนึกถึงเด็กผู้หญิงและผู้หญิงทุกคนในประเทศไทย โดยระบุว่า ในฐานะเราเป็นผู้หญิงที่ดูแลครอบครัว ที่ดินและสิ่งแวดล้อม เรารู้สึกยอมไม่ได้และมิไว้ใจรัฐบาลที่กำลังใช้ความรุนแรงต่อการชุมนุมโดยสันติของเด็กเยาวชนและประชาชน หากรัฐบาลทำเพื่อประชาชนตามที่พร่ำบอก รัฐบาลต้องหยุดคุกคามประชาชน หยุดใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในการสลายการชุมนุม ยุติการจับกุมและข่มขู่คุกคามในรูปแบบต่างๆ โดยเปลี่ยนมาเคารพและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออก ปล่อยนักโทษทางการเมืองทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข  ประยุทธ์ จันทร์โอชาและองคาพยพต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกอย่างสันติ ต้องมีการยุบสภา จัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มาจากประชาชนโดยแท้จริง จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ และหนึ่งความฝันที่ควรทำเป็นความจริงคือการปฏิรูปให้สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างสง่างาม




 พวกเราเด็กผู้หญิงและผู้หญิงในสังคมไทยทุกรุ่นในปัจจุบัน  น่าภาคภูมิใจที่รวมกันต่อสู้ ไม่มีการแบ่งแยก  ไม่ว่าเราจะเป็นใคร  เกิดที่ไหน  เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หรือแรงงานข้ามชาติ  หรือจะเป็นกลุ่มไหนๆก็ตาม  เรารวมตัวกันต่อสู้  เราต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของเรา เพื่อครอบครัว เพื่อชุมชน  และเราก็ต่อสู้เพื่อแม่น้ำ  ภูเขา  ทะเล  ที่ดินทำกิน  สิ่งแวดล้อม และต่อสู้ร่วมกับม็อบเพื่อปลดแอกประเทศไทย  ถึงแม้เวลาของผู้หญิงจะมีไม่มากแค่ที่เราผ่านมาแล้วชูสามนิ้วก่อนไปก็ถือว่าได้ร่วมต่อสู้แล้ว  แม้ผู้หญิงบางคนมาร่วมไม่ได้เพราะไม่มีเสรีภาพในการเดินทาง หรือเป็นผู้หญิงพิการ   มีลูกเล็กหรืออยู่ในคุกก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต่อสู้เพราะเรารู้ว่าในใจทุกคนร่วมต่อสู้อยู่


สถานการณ์ของเพื่อนเราที่ต่อสู้ ต้องเสี่ยงกับชีวิต  การถูกคุกคาม  การข่มขู่หรือถูกจับ เราขอส่งความรักความห่วงใยให้น้อง ๆหลานๆ ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ๆที่ถูกคุกคามทำร้ายจากผู้ชายที่ใช้ความรุนแรงแม้กระทั่งในรั้วมหาวิทยาลัยที่ควรจะปลอดภัย เราส่งความรักความห่วงใยให้ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ที่ถูกปิดกั้นเสรีภาพโดยกรงขังและแม่ๆของพวกเธอ แม้ประชาชนและผู้หญิงทุกคนจะถูกทำร้ายและคุกคามเพียงใด แต่ไม่ใครยอมแพ้  ไม่มีใครถอย  และผู้หญิงด้วยกันก็เข้ามาช่วยหรือเป็นแรงหนุน  ช่วยส่งกำลังใจ  เราเห็นได้ชัดเจนว่าในวันนี้ไม่มีใครสู้อย่างโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวอีกต่อไป  


ภาพของผู้หญิงและเด็กผู้หญิงในไทยจากมุมมองของคนทั่วโลก  เขาประทับใจและได้รับแรงบันดาลใจ  เขาเห็นถึงความสามารถ  เห็นถึงความเข้มแข็งเพราะไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ เด็กผู้หญิงมัธยม  จนถึงผู้หญิงสูงอายุ  ก็ถูกมองเห็นถึงบทบาทที่อยู่ข้างหน้าเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เพื่อความยุติธรรมทางสังคมและในขณะที่ต้องทำงานเป็นผู้ดูแลในทุกสถานการณ์  เราขอปรบมือเสียงดังๆให้กับเด็กผู้หญิงและผู้หญิงทุกคนในประเทศไทย ทั้งนี้เครือข่ายขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ขอยืนหยัดและปกป้องเด็กนักเรียน ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ ผู้หญิงกลุ่มต่างๆและประชาชนผู้ประท้วงอย่างสันติทุกคน.


https://www.thaipost.net/main/detail/81737


วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านขอนแก่นแสดงพลังปกป้องสถาบันมอบหนังสือกราบบังคมทูลฯให้กำลังพระทัยในหลวง

 23 ต.ค.63 - เมื่อเวลา 09.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณลานจอดรถภายในที่ว่าการอำเภอเมืองขอนแก่น กลุ่มชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ทั้ง 18 ตำบล รวมกว่า 500 คน พร้อมใจกันสวมใส่เครื่องแบบข้าราชการเต็มยศ และสวมใส่เสื้อสีเหลือง รวมตัวกันเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและปกป้องต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งเพื่อมอบหนังสือกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อให้กำลังพระทัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้พระองค์ได้มีกำลังพระทัยที่จะผ่านพ้นเหตุการณ์ จากกรณีที่กลุ่มการเมือง นักศึกษา และนักเรียน ที่มีการชุมนุมประท้วงและพูดจาจาบจ้วง ล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ เป็นที่รักทิดทูนของประชาชนชาวไทยที่เกิดขึ้นในขณะนี้


ซึ่งในช่วงของของการรวมตัวทำกิจกรรมนั้น กลุ่มชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านได้มีการร่วมชูธงชาติไทย และธงตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ โบกสะบัดแสดงพลังเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์  พร้อมทั้งร้องเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี ก่อนจะมอบหนังสือให้กับนายศิริวัฒน์ พินิจพานิชย์ นายอำเภอเมืองขอนแก่น  และแยกย้ายกันอย่างสงบ ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด


นางทัศนี ศรีโสภา ประธานกลุ่มสตรี อ.เมือง จ.ขอนแก่น และประธานขับเคลื่อนองกรสตรีหรือบทบาทสตรีระดับจังหวัด กล่าวว่า  การแสดงออกในวันนี้ทุกคนมากันเองด้วยใจ เพื่อแสดงออกในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่คนไทยให้ความเคารพ เชิดชูมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ


"โดยส่วนตัวมองว่าการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาในขณะนี้ ทุกคนมีสิทธิทำได้แต่ขอให้เหมาะสมโดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษาที่มีหน้าที่เรียนเป็นหลัก การแสดงออกต่างๆที่กระทำนั้นหากเนื้อหาสมควรก็ไม่ผิด แต่การจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควร"


นางทัศนี กล่าวต่ออีกว่า วันนี้ทุกคนพร้อมใจกันสวมเสื้อเหลืองเพื่อมาแสดงออกในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และเพื่อให้กำลังพระทัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้พระองค์ได้มีกำลังพระทัยที่จะผ่านพ้นเหตุการณ์ที่กลุ่มการเมือง นักศึกษา และนักเรียน ที่มีการชุมนุมประท้วงและพูดจาจาบจ้วง ล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ เป็นที่รักทิดทูนของประชาชนชาวไทยที่เกิดขึ้นในขณะนี้


https://www.thaipost.net/main/detail/81523


ศาลอาญาฯ ไม่ให้ “ตัน” สุรนาถ ประกันตัว คดี #ประทุษร้ายเสรีภาพราชินี อ้างเป็นข้อหาร้ายแรง เกรงจะหลบหนี

 22 ตุลาคม 2563 – ภายหลังจากการจับกุม “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ นักกิจกรรมด้านการพัฒนาสังคมและเยาวชน ซึ่งถูกจับกุมตามหมายจับออกโดยศาลอาญาฯ เมื่อวานนี้ ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 “ประทุษร้ายเสรีภาพราชินี” ก่อนที่เขาจะถูกส่งตัวต่อไปยัง สน. ดุสิต เพื่อทำบันทึกจับกุม และถูกควบคุมตัวไปยัง บก.ตชด.ภาค 1 เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 3 ข้อหา ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 “มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้าหรือผู้สั่งการ”, มาตรา 385 “กีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร”, และกีดขวางการจราจร ตาม พ.ร.บ.การจราจรทางบกฯ


ในวันนี้ พนักงานสอบสวนได้นำตัวสุรนาถมาที่ศาลอาญาฯ เพื่อทำเรื่องขอฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน ราวสี่โมงเย็น นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาในคดีได้อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 7 วัน ทางด้านทนายความผู้ต้องหาได้ยื่นประกันโดยใช้ตำแหน่ง ส.ส. และเงินสดเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน รวมวงเงิน 1,335,600 บาท แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว อ้างว่า พฤติการณ์และข้อกล่าวหาตามคำร้องฝากขังเป็นเรื่องร้ายแรง หากมีการหลบหนีจะมีความเสียหายมาก  หากข้อกล่าวหาเป็นจริงย่อมมีความเสี่ยงที่จะหลบหนีหรือก่อเหตุร้าย อีกทั้งผู้ต้องหาเพิ่งจะถูกจับกุม สมควรให้เจ้าพนักงานได้รวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนซักระยะหนึ่งก่อน ในชั้นนี้จึงให้ยกคำร้อง


สำหรับคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ขอฝากขังผู้ต้องหา ในส่วนแรกได้เท้าความถึงการเข้าจับกุมนายสุรนาถที่บ้านพักตามหมายจับ และนำตัวไปแจ้งข้อกล่าวหาที่ สน. ดุสิต อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้ของคำร้องไม่ได้มีกล่าวถึงเรื่องที่เจ้าหน้าที่นำตัวสุรนาถไปกักตัวไว้ที่ บก.ตชด.ภาค 1 แต่อย่างใด


ในส่วนต่อมาได้กล่าวถึงพฤติการณ์ในการกล่าวหาว่า ก่อนเกิดเหตุนายศรายุทธ สังวาลย์ทอง ผู้กล่าวหาในคดี ทราบว่าจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองกลุ่มต่าง ๆ นัดหมายและชักชวนกันตามสื่อโซเชียลมีเดียเพื่อมาชุมนุมกันในระหว่างวันที่ 13 – 14 ตุลาคม 2563 ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดําเนิน ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 เวลาประมาณ 17.20 น. ผู้กล่าวหาได้เดินทางไปที่บริเวณสนามม้านางเลิ้งและได้พบกับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่ม #คณะราษฎร์2563 อยู่เต็มพื้นที่ ทําให้ไม่สามารถขับรถจักยานยนต์เข้าไปบริเวณสะพานมัฆวาน ผู้กล่าวหาจึงได้จอดรถไว้ที่ถนนพิษณุโลก บริเวณแยกนางเลิ้ง จากนั้นได้เดินเท้าจากบริเวณดังกล่าวเพื่อตามหาภรรยาซึ่งไปเฝ้ารับเสด็จ เมื่อไปถึงบริเวณจุดที่เจ้าหน้าที่ตํารวจทําการสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ฝั่งทําเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก ขณะนั้นได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งมีนายเอกชัย หงส์กังวาน และประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จยืนปะปนกันอยู่บริเวณจุดสกัดกั้น


เจ้าหน้าที่ตํารวจได้ทําการจัดระเบียบผู้คนที่ยืนอยู่เพื่อจะดําเนินการถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จ ต่อมาในเวลาประมาณ 17.30 น. ได้มีขบวนเสด็จของพระราชินีและเจ้าฟ้าทีปังกรฯ อยู่ในเส้นทางการเสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่านบริเวณถนนพิษณุโลก มุ่งหน้าแยกนางเลิ้ง เมื่อขบวนเสด็จมาถึง บริเวณที่นายเอกชัย หงส์กังวาน กับกลุ่มชุมนุมยืนอยู่ นายศรายุทธ สังวาลย์ทอง ผู้กล่าวหา สังเกตเห็น นายเอกชัย หงส์กังวาน และพวกได้มีการตะโกนโห่ร้อง โดย นายเอกชัยฯ ได้พูดให้กลุ่มผู้ชุมนุมชูสามนิ้วขึ้น นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหาในคดีและพรรคพวกของนายเอกชัยฯ ก็ได้ชูสามนิ้วขึ้นตามที่นายเอกชัยฯ ตะโกนบอกและ นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหาในคดีซึ่งอยู่ในกลุ่มของผู้ชุมนุมยังได้พยายามผลักดันเจ้าหน้าที่ตํารวจที่ยืนคล้องแขนกันเป็นแนวกั้นมวลชน จํานวน 2 แถว เพื่อถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จอยู่บริเวณดังกล่าว เพื่อจะเข้าไปให้ใกล้รถยนต์พระที่นั่งที่เสด็จผ่านมา ขบวนเสด็จจึงค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ซึ่งคนที่เดินตามรถยนต์พระที่นั่งสามารถเดินตามได้ทัน


นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหาในคดีนี้และกลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้เดินติดตามรถยนต์พระที่นั่งไปจนถึงบริเวณแยกนางเลิ้ง ขบวนเสด็จจึงได้พบกับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่และประชาชนที่มาคอยรับเสด็จปะปนกันอยู่ จากนั้น นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหานี้ ได้มีพฤติการณ์สั่งให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินลงมาบนถนนเพื่อขัดขวางรถยนต์พระที่นั่งบริเวณด้านหน้ารวมถึงบริเวณโดยรอบของรถยนต์พระที่นั่งเพื่อปิดกั้นขบวนเสด็จ ทําให้รถยนต์พระที่นั่งต้องหยุดเคลื่อนตัว จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นผู้ใดได้มีการตะโกนด้วยถ้อยคําไม่เหมาะสม ขณะเดียวกันได้มีการชูสามนิ้วขึ้นมาพร้อมกันด้วย ทําให้ผู้กล่าวหาเข้าใจได้ว่าบุคคลดังกล่าวคือกลุ่มผู้ชุมนุม จากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตํารวจควบคุมฝูงชนวิ่งกรูกันเข้ามากั้นแนวเพื่อกันผู้ชุมนุมให้ออกห่างจากรถยนต์พระที่นั่ง เพื่อให้รถยนต์พระที่นั่งสามารถเคลื่อนตัวต่อไปได้ โดยในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตํารวจควบคุมฝูงชนมากั้นแนวนั้นได้มีการร้องขอให้ประชาชนผู้ที่มาเฝ้ารับเสด็จช่วยกันกั้นแนวไว้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตํารวจมีจํานวนน้อย ผู้กล่าวหาและคนรู้จักของผู้กล่าวหาจึงได้เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ตํารวจกั้นแนวด้วย จนกระทั่งขบวนเสด็จเคลื่อนออกพ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมไปแล้ว


จากนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 40 – 50 คน ได้หันเข้ามาทําร้ายประชาชนที่เข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ตํารวจกั้นแนว ไล่ทําร้ายไปเป็นระยะทางประมาณ 300 เมตร บริเวณฝั่งมุ่งหน้าแยกยมราช จนผู้ที่เข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ตํารวจต้องวิ่งหลบหนีเข้าไปในสนามม้านางเลิ้ง (เก่า) จากนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมจึงแยกย้ายถอยกลับเข้าไปในจุดที่ชุมนุมเดิม ผู้กล่าวหาเห็นว่าการกระทําของ นายเอกชัย หงส์กังวาน, นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องหานี้กับพวก ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย จึงได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจนครบาลดุสิตเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้เนินคดีตามกฎหมาย


ในส่วนต่อมา หนักงานสอบสวนได้ชี้แจงสาเหตุที่ต้องฝากขังนั่นก็เพราะ ใกล้ครบกำหนดควบคุมตัวผู้ต้องหา 48 ชั่วโมง แต่ทางพนักงานสอบสวนยังทำการสอบสวนไม่เสร็จสิ้น โดยยังต้องสอบปากคำพยานอีก 10 ปาก อีกทั้งยังต้องตรวจสอบพิมพ์ลายนิ้วมือและประวัติการต้องโทษ จึงขอศาลให้อนุญาตฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2563 พนักงานสอบสวนยังได้แจ้งว่าจะขอคัดค้านการยื่นประกันตัวของผู้ต้องหา เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี


ทั้งนี้ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน สุรนาถได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าวันดังกล่าวไปร่วมชุมนุมเพื่อขับไล่เผด็จการ และไม่ทราบมาก่อนว่ามีจะมีขบวนเสด็จผ่านถนนพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นเป็นฝ่ายที่ปิดกั้นถนนโดยรถตู้ และตั้งแถวคล้องแขนเดินหน้าหาผู้ชุมนุม จนผู้ชุมนุมเข้าใจว่าจะปิดกั้นผู้ชุมนุมหรือมีการสลายการชุมนุมและพยายามป้องกันให้ไม่มีการปะทะกัน


หลังจากนี้ สุรนาถจะถูกส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งระหว่างนี้ญาติและทนายความสามารถยื่นประกันตัวได้อีก


https://tlhr2014.com/?p=22323


ประวัติความเป็นมาและอนาคตของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว

 วันที่ 23 มิถุนายน ปี 2020 เวลา 09.43 น. ดาวเทียมดวงสุดท้ายของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-3 ซึ่งเป็นเครือข่ายดาวเทียมที่ครอบคลุมทั่วโลก ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ศูนย์ปล่อยดาวเทียมซีซังของจีน หลังจากนั้น 30 นาที ดาวเทียมดวงนี้เข้าสู่วงโคจรตามกำหนด ภารกิจปล่อยดาวเทียมครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เป็นอันว่า “โครงการเป๋ยโต่ว”ของจีนได้เสร็จสิ้นกระบวนการพัฒนาที่แบ่งเป็นสามขั้น โดยมีดาวเทียมนำทาง 55 ดวง ที่เป็นเสมือน “กระดานหมากรุกขนาดใหญ่”อยู่ท่ามกลางห้วงอวกาศอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ไพศาล


จาก “เติงถ่า-1 ” สู่ “เป๋ยโต่ว-3”


การพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางของจีนมีจุดเริ่มต้นเมื่อปี 1969 เวลานั้นสหรัฐฯ ได้ค้นคว้าวิจัยระบบดาวเทียมนำทางทรานซิส (TRANSIT) ตามทฤษฎีด็อพเพลอร์ (Doppler Principle) สามารถหาพิกัดตำแหน่งเรือด้วยความแม่นยำระดับร้อยเมตร เวลานั้นจีนก็ได้เริ่มดำเนินการค้นคว้าวิจัยระบบดาวเทียมนำทางเช่นกัน โดยตั้งชื่อโครงการว่า “เติงถ่า-1” (เติงถ่าแปลเป็นไทยว่า ประภาคาร) ถึงปลายทศวรรษ 1970 แห่งศตวรรษที่ 20 จีนสามารถขจัดอุปสรรคทางเทคนิคและเสร็จสิ้นการทดสอบภาคพื้นดินของระบบดาวเทียมในขั้นต้น เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยในขณะนั้น ต่างประเทศได้เริ่มการค้นคว้าวิจัยระบบดาวเทียมนำทาง GPS ซึ่งมีความก้าวหน้าทันสมัยยิ่งกว่า ทีมผู้นำจีนจึงตัดสินใจยุติการค้นคว้าวิจัย “เติงถ่า -1 ” โดยนายฟ่าง เปิ่งหยอ หัวหน้านักออกแบบระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-1 สมาชิกสภาวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศจีนกล่าวว่า “ถึงแม้งานวิจัยจะยุติลง แต่โครงการเติงถ่า-1 ทำให้เรามีประสบการณ์และยังได้อมรมบ่มเพาะเจ้าหน้าที่วิจัยที่มีคุณภาพสูง ถือเป็นการปูพื้นฐานให้กับโครงการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วในภายหลัง ”


ปี 1983 นายเฉิน ฟางหยุน สมาชิกสภาวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีน ผู้ปูพื้นฐานเทคโนโลยีควบคุมและตรวจวัดสัญญาณดาวเทียมของจีนได้เสนอทฤษฎี “การหาพิกัดตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียม 2 ดวง” เป็นครั้งแรก ในช่วงก่อนและหลังปี 1990 ภายใต้การนำของนายเฉิน ฟางหยุน จีนประสบความสำเร็จในการทดสอบทฤษฎีดังกล่าว โดยใช้ดาวเทียมสื่อสารตงฟางหง 2-A จำนวนสองดวงซึ่งอยู่ในวงโคจรแล้ว ต่อจากนั้นภายใต้การอำนวยการของนายถง ไข สมาชิกสภาวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศจีนจากกลุ่มบริษัทวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินอวกาศของจีน จีนได้ดำเนินการจำลองทดสอบระบบดาวเทียมนำทางทั้งระบบในภาคพื้นดิน เป็นการพิสูจน์ความเป็นไปได้ของโครงการ ในขณะเดียวกัน นายฟ่าง เปิ่งหยอ ยังได้นำทีมงานวิจัยแก้ไขอุปสรรคทางเทคนิคในการพัฒนาแพลตฟอร์มดาวเทียมนําทางแบบ two spin บนพื้นฐานของผลสำเร็จที่ได้รับในช่วงเวลาเตรียมการดังกล่าวข้างต้น เดือนกุมภาพันธ์ 1994 จีนได้วางโครงการพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วอย่างเป็นทางการ


ปี 1995 เพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วนด้านการบริการหาพิกัดตำแหน่งและนำทางให้ผู้ใช้บริการ นายฟ่าง เปิ่งหยอ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้านักออกแบบดาวเทียมสื่อสารตงฟางหง-3 เสนอว่า ระบบดาวเทียมนำทางสามารถใช้ประโยชน์แพลตฟอร์มดาวเทียมสื่อสารตงฟางหง-3 ได้ ทั้งนี้ด้านหนึ่งสามารถเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์ของดาวเทียมได้ถึง 1 เท่าตัว ขยายอายุการใช้งานได้ 1 ใน 3 และยังสามารถย่นเวลาวิจัยและผลิตระบบดาวเทียมนำทางได้ด้วย


นายฟ่าง เปิ่งหยอ กล่าวย้อนอดีตในช่วงนั้นว่า “เนื่องจากจีนประสบความล้มเหลวในการส่งดาวเทียมตงฟางหงดวงแรกเข้าสู่วงโคจรตามกำหนด มีสหายบางคนได้แสดงความสงสัยและกังวลต่อข้อเสนอของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ล้มเหลวในคราวนั้นและชี้ว่าไม่ได้เป็นเพราะปัญหาของแผนงานระบบดาวเทียมและระบบย่อยอื่นๆ หากเป็นปัญหาคุณภาพเฉพาะจุดเท่านั้น ขอเพียงควบคุมคุณภาพให้ดีย่อมจะสำเร็จได้แน่นอน” สิ่งที่โชคดีคือ ข้อเสนอเกี่ยวกับการเปลี่ยนใช้แพลตฟอร์มดาวเทียมตงฟางหง- 3 นั้น ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานบังคับบัญชาในที่สุด


แต่ก็ยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันขณะวางโครงการคือ เรื่องการจัดวางโครงข่ายดาวเทียมในระดับภูมิภาคหรือระดับทั่วโลก นายฟ่าง เปิ่งหยอ ซึ่งเข้าร่วมการหารือประเด็นเกี่ยวกับแนวทางเทคโนโลยีวิเคราะห์ว่า “ถ้าระบบดาวเทียมนำทางวางโครงข่ายใหญ่ระดับโลกในทันที ต้องใช้เวลาและเงินทุนมาก ประเทศจีนเราเพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นาน ผู้ใช้บริการของเราส่วนใหญ่อยู่ภายในประเทศและประเทศรอบข้าง ดังนั้นการพัฒนาจากระดับภูมิภาคสู่ระดับโลกจึงเป็นแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับสภาพของประเทศจีน”


หลังจากนั้น การพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วที่ถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้นจึงเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ในเดือนตุลาคมและธันวาคม ปี 2000 จีนปล่อยดาวเทียมตระกูลเป๋ยโต่วสองดวงติดต่อกันด้วยความสำเร็จ ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วรุ่นแรกจึงถือกำเนิดขึ้น จีนกลายเป็นประเทศลำดับที่สามของโลกที่มีระบบดาวเทียมนำทาง ปี 2003 ดาวเทียมวงโคจรสถิตดวงที่ 3 ถูกปล่อยสู่ห้วงอวกาศ เสริมระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-1 ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น


ปี 2004 การสร้างสรรค์โครงการระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-2 เริ่มขึ้น จนถึงสิ้นปี 2012 ได้ปล่อยดาวเทียมเข้าโครงข่ายหลายดวง ประกอบด้วยดาวเทียมในวงโคจรสถิต(GEO)จำนวน 5 ดวง ดาวเทียมในวงโคจรประจำที่ตามแนวเฉียง(IGSO)จำนวน 5 ดวง และดาวเทียมในวงโคจรระดับกลาง(MEO)จำนวน 4 ดวง


บนพื้นฐานของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 การพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-3 จึงทำให้จีนมีความมั่นใจและมั่นคง ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-3 วางโครงการเมื่อปี 2009 จากนั้นจีนได้เร่งการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เฉพาะปี 2018 ได้ปล่อยดาวเทียมรวม 19 ดวงโดยใช้จรวดปล่อยดาวเทียม 10 ลำ สร้างสถิติใหม่ให้กับวงการการพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางของโลก เดือนมิถุนายน ปี 2020 ดาวเทียมดวงที่ 55 ในระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วถูกปล่อยขึ้นสู่วงโคจรด้วยความสำเร็จ ทำให้การจัดวางดาวเทียมของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-3 ของจีนเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์


สาเหตุที่ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วของจีนกลายเป็นระบบที่ล้ำสมัย

ตามการแนะนำของนายฟ่าง เปิ่งหยอ ความทันสมัยและความคิดสร้างสรรค์ของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วที่สำคัญสะท้อนออกมาในหลายด้านดังต่อไปนี้


1. นับเป็นครั้งแรกในโลกที่ระบบเป๋ยโต่วใช้ระบบดาวเทียมผสมในวงโคจรที่หลากหลาย ซึ่ง “ ประกอบด้วย ดาวเทียมในวงโคจรสถิต(GEO)จำนวน 3 ดวง ดาวเทียมในวงโคจรประจำที่ตามแนวเฉียง(IGSO)จำนวน 3 ดวง และดาวเทียมในวงโคจรระดับกลาง(MEO)จำนวน 24 ดวง ” ระบบนี้ได้ยกระดับความแม่นยำในการหาพิกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ในพื้นที่รอบ ๆ ของจีน ซึ่งมีความเหนือกว่าระบบ GPS ของสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันยังได้เพิ่มความแข็งแกร่งและขีดความสามารถด้านการดำรงอยู่ของกลุ่มดาวเทียมอีกด้วย


2. นับเป็นครั้งแรกของโลกที่ระบบเป๋ยโต่วประสบความสำเร็จในการใช้ระบบนำทาง RDSS และ RNSS สองแบบ ซึ่งไม่เพียงแต่สามารถสำรองข้อมูลของระบบได้เท่านั้น หากยังสามารถสื่อสารข้อความได้อีกด้วย

  

3. ระบบเป๋ยโต่วประสบความสำเร็จในการใช้ระบบลิงค์ระหว่างดาวเทียม(inter-satellite link)คลื่นความถี่ Ka-band และมีดาวเทียมส่วนหนึ่งได้ใช้ระบบลิงค์ระหว่างดาวเทียมด้วยแสงเลเซอร์เป็นครั้งแรก กลายเป็นระบบการสื่อสารระหว่างกลุ่มดาวเทียมตามวงโคจรทั้งระดับสูง กลางและต่ำ ตลอดจนสถานีฐานภาคพื้นดิน ซึ่งไม่เพียงแต่ยกระดับความแม่นยำในการหาพิกัดตำแหน่งเท่านั้น หากยังสามารถแก้ปัญหาในการไม่มีสถานีฐานในต่างประเทศอีกด้วย

  

4. จีนสามารถทำลายการปิดกั้นทางเทคโนโลยีของต่างประเทศ สามารถค้นคว้าวิจัยและผลิตส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของระบบดาวเทียมนำทางด้วยตนเองเป็นผลสำเร็จ โดยเฉพาะคือนาฬิกาอะตอมที่ติดตั้งบนดาวเทียมและมีความแม่นยําสูง


หลังผ่านการใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการค้นคว้าวิจัย จีนสามารถผลิตส่วนประกอบดาวเทียมด้วยตัวเองทั้งหมด เปลี่ยนแปลงสภาพเดิมที่ต้องพึ่งพาต่างประเทศที่ต้องนำเข้าส่วนประกอบสำคัญของระบบดาวเทียมมาเป็นเวลานาน


นางหวัง ลี่ ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานบริหารระบบดาวเทียมนำทางของประเทศจีนเห็นว่า นวัตกรรมของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว นอกจากสะท้อนให้เห็นถึงเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำของจีนแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอีกด้วย โดยกล่าวว่า “เมื่อพิจารณาจากสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วได้ใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนา - จากระบบหาพิกัดตำแหน่งแบบแอคทีฟสู่ระบบหาพิกัดตำแหน่งแบบพาสซีพ จากการให้บริการในระดับภูมิภาคสู่ทั่วโลก สำหรับระบบการหาพิกัดตำแหน่งแบบแอคทีฟนั้นหมายถึงเวลาผู้ใช้บริการต้องการทราบพิกัดตำแหน่งจะส่งสัญญาณขอใช้บริการก่อน ทางศูนย์ภาคพื้นดินของระบบจะคำนวณและกำหนดพิกัดตำแหน่งแล้วค่อยส่งกลับไปยังผู้ใช้บริการ ส่วนระบบหาพิกัดตำแหน่งแบบพาสซีพนั้นหมายถึงผู้ใช้บริการสามารถรับสัญญาณนำทางโดยตรงเหมือนใช้เครื่องรับวิทยุ เทอร์มินัลของผู้ใช้บริการสามารถตรวจวัดระยะทางถึงดาวเทียม และคำนวณหาพิกัดตำแหน่งด้วยตัวเองได้”

เมื่อต้นทศวรรษ 1990 แห่งศตวรรษที่ 20 เมื่อคำนึงถึงพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและสภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้น จีนได้ใช้ระบบ “การหาพิกัดตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียมสองดวงแบบพาสซีพ ” ประเดิมด้วยการพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-1 ซึ่งใช้เงินทุนไม่มาก แต่สามารถให้บริการหาพิกัดตำแหน่งและส่งข้อความสั้นๆ ภายในพื้นที่ในประเทศและรอบ ๆ ของจีนได้ ซึ่งเป็นการแสดงให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ว่าจีนก็มีระบบดาวเทียมนำทางเป็นของตัวเองแล้ว


บนพื้นฐานที่สามารถรองรับเทคโนโลยีของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-1 ระบบดาวเทียมเป๋ยโต่ว-2 ได้เพิ่มระบบหาพิกัดตำแหน่งแบบพาสซีพเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทางด้านการหาพิกัดตำแหน่ง การวัดความเร็ว บริการแจ้งเวลา และส่งข้อความสั้นๆ จีนกลายเป็น1 ใน 4 ประเทศที่สามรถให้บริการด้วยระบบดาวเทียมนำทางระหว่างประเทศได้ ระบบเชื่อมโยงระหว่างดาวเทียม ระบบบริการข้อมูล การค้นหาและกู้ภัยทั่วโลก นาฬิกาอะตอมรุ่นใหม่ พร้อม ๆกับ“อุปกรณ์วิเศษ” ดังกล่าวได้ถูกพัฒนาให้ปรากฏเป็นจริงขึ้น ประสิทธิภาพโดยรวมของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-3 ได้มีการยกระดับสูงขึ้นอย่างมาก สามารถให้บริการครอบคลุมทั่วโลก


ระบบดาวเทียวนำทางเป๋ยโต่วเป็นของทั้งจีนและทั่วโลก


ตั้งแต่เริ่มต้นศึกษาความเป็นไปได้และวางโครงการระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว ความร่วมมือระหว่างจีนกับต่างประเทศก็ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด


ปี 2016 รัฐบาลจีนประกาศสมุดปกขาวเกี่ยวกับ “ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วของจีน” ซึ่งได้อธิบายถึงความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างชัดเจนว่า จีนจะผลักดันการพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ดำเนินการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจังและเข้มแข็ง ให้บริการในการสร้างสรรค์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ส่งเสริมการพัฒนาภารกิจระบบดาวเทียมนำทางของทั่วโลก ให้ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วรับใช้ทั่วโลกเพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติ สมุดปกขาวชี้ว่าระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วจะเสริมสร้างการรองรับซึ่งกันและกันและการร่วมกันใช้กับระบบดาวเทียมนำทางอื่นๆ ใช้ทรัพยากรตำแหน่งวงโคจรและคลื่นความถี่อย่างชอบธรรมตามกฎระเบียบระหว่างประเทศ ผลักดันระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วเข้ากับมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง เข้าร่วมภารกิจพหุภาคีในด้านระบบดาวเทียมนำทางระหว่างประเทศอย่างเข้มแข็ง และจะทุ่มเทผลักดันการใช้ประโยชน์ระบบดาวเทียมนำทางอย่างกว้างขวางในทั่วโลก


ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา การพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางทั่วโลก เช่น ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วของจีน ระบบดาวเทียมนำทางกาลิเลโอ(Galileo)ของยุโรป ตลอดจนระบบดาวเทียมนำทางระดับภูมิภาค ทำให้ระบบดาวเทียมนำทางของโลกกำลังพัฒนาจากยุคที่มี GPS เพียงระบบเดียวมาสู่ยุคที่มีระบบดาวเทียมนำทางหลายระบบ ในความร่วมมือระหว่างประเทศด้านระบบดาวเทียมนำทางนั้น ได้เริ่มส่งเสริม “การรองรับซึ่งกันและกัน และการทำงานร่วมกัน” สำหรับ “การรองรับซึ่งกันและกัน”นั้น หมายถึงระบบดาวเทียมนำทางสองระบบหรือมากกว่าสองระบบสามารถให้บริการอย่างเป็นเอกเทศ สัญญาณนำทางของระบบจะไม่ก่อกวนซึ่งกันและกัน ส่วน“การทํางานร่วมกัน”นั้น หมายถึงผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการของระบบดาวเทียมนำทางหลายระบบในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถได้รับบริการที่ดีกว่าการใช้บริการเพียงระบบเดียว


นางหวัง ลี่ แนะนำว่า “จีนได้สร้างกลไกความร่วมมือแบบทวิภาคีกับรัสเซีย สหรัฐฯ และยุโรป ที่ถือการผลักดันการรองรับระบบซึ่งกันและกัน การทำงานร่วมกัน และการให้บริการลูกค้าร่วมกัน เป็นสาระสำคัญ เช่น จีนกับสหรัฐฯ เคยจัดการเจรจาอย่างเป็นทางการรวม 3 ครั้ง เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านระบบดาวเทียมนำทาง เมื่อปี 2017 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการรองรับสัญญาณซึ่งกันและกัน และการทำงานร่วมกันระหว่างระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วกับระบบ GPS เพื่อให้ทั้งสองระบบดำเนินความร่วมมือในด้านการรองรับซึ่งกันและกัน การทำงานร่วมกัน การเพิ่มคุณภาพการบริการ และการให้บริการแก่ประชาชน เป็นต้น”




ตามสถิติจากสำนักงานบริหารระบบดาวเทียมนำทางแห่งประเทศจีน ถึงปลายปี 2019 ข้อมูลนำทางพื้นฐานของเป๋ยโต่วได้ส่งออกไปยังกว่าร้อยประเทศและเขตแคว้น การบริการที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วได้ประยุกต์ใช้ด้วยความสำเร็จในอาเซียน เอเชียใต้ เอเชียตะวันตก ยุโรปตะวันออก และแอฟริกา เช่น การรังวัดที่ดิน (Land rights)การทำเกษตรอัจฉริยะ(precision agriculture)การก่อสร้างแบบดิจิทัล(Digital construction)การพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ (The Intelligence of Port) เป็นต้น


ในปี 2013 จีนกับไทยได้ลงนาม“ข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยระบบเฝ้าระวัง ประเมินและคาดการณ์ภัยพิบัติทางภูมิศาสตร์และอากาศของไทย” ที่กรุงเทพ ซึ่งโครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการที่ใช้ประโยชน์จากระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว เป็นโครงการแรกของไทยที่ฐานอุตสาหกรรมสารสนเทศทางภูมิศาสตร์และอวกาศระดับชาติของจีนดำเนินความร่วมมือและส่งออกด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีกับต่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วยสาระสำคัญ 3 ประการได้แก่ ระบบเฝ้าระวัง ประเมินและคาดการณ์ภัยพิบัติทางภูมิศาสตร์และอากาศของไทย การใช้ประโยชน์ของระบบดาวเทียมเป๋ยโต่วในนิคมอุตสาหกรรมความร่วมมือแห่งอาเซียน และความร่วมมือปล่อยดาวเทียมสังเกตการณ์พื้นโลกในเชิงพาณิชย์




หลังจากจีนปล่อยดาวเทียมดวงสุดท้ายของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว-3 สำเร็จไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2020 ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของไทยกล่าวว่า ไทยกับจีนจะเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบินอวกาศต่อไป ไทยจะได้ใช้ประโยชน์จากระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วอย่างแพร่หลายมากขึ้นในชีวิตประจำวัน “เราสามารถรับข้อมูลที่แม่นยำจากอวกาศผ่านดาวเทียมคุณภาพสูงของจีน ระบบเป๋ยโต่วได้เสนอทางเลือกที่มากขึ้นแก่ผู้ใช้บริการในประเทศไทย ได้ขยายบทบาทสำคัญในด้านการเฝ้าระวังภัยพิบัติและการเกษตรที่ทันสมัย ฯลฯ และเชื่อว่าการขยายขอบเขตการใช้ระดับนี้ ย่อมจะมีบทบาทมากขึ้นต่อการพัฒนาประเทศและการสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจของไทย”


การร่วมแบ่งปันผลประโยชน์จากการพัฒนาระบบเป๋ยโต่วให้กับนานาประเทศ


ในช่วงปีหลัง ๆ มานี้ การบริการนำทางที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วนั้น ได้ถูกโรงงานหรือบริษัทในวงการต่าง ๆ นำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง เช่น การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซ การผลิตสถานีอัจฉริยะเคลื่อนที่ และการให้บริการหาพิกัดตำแหน่ง เป็นต้น จึงได้เข้าสู่การใช้บริการของประชาชน เศรษฐกิจแบ่งปัน(sharing economy)และการดำรงชีวิตของบุคคลทั่วไปอย่างแพร่หลาย หลังจากการจัดวางโครงข่ายดาวเทียมในขอบเขตทั่วโลกแล้ว รูปแบบใหม่ ธุรกิจใหม่และเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ได้จากการประยุกต์ใช้ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วนั้นจะเกิดขึ้นมากมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตและการดำรงชีวิตของผู้คนแล้ว ยังจะนำมาซึ่งตลาดที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย


ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจระบบดาวเทียมนำทางชี้ว่า การที่ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วได้พัฒนาจากระดับภูมิภาคสู่ระดับโลกจะมีส่วนช่วยให้ห่วงโซ่ธุรกิจระบบดาวเทียมนำทางทั้งหมดได้ประโยชน์ โดยเฉพาะธุรกิจแผ่นชิปและเทอร์มินัล


ชิปนับป็นเทคโนโลยีสำคัญที่สุดในการใช้ประโยชน์ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว ซึ่งจะสามารถแสดงถึงประสิทธิภาพของข้อมูลการนำทางโดยตรง ตามรายงาน“การสร้างสรรค์และพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว”(ปี 2019)ยอดจำหน่ายชิปโมดูล(Chip module)ที่ใช้ในการบริการนำทางในระบบเป๋ยโต่วนั้นเกินกว่า 80 ล้านแผ่น ปริมาณการจำหน่ายแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ความแม่นยำสูงและเสาอากาศนั้น มีสัดส่วนอยู่ที่ 30% และ 90% ของตลาดในประเทศตามลำดับ และยังได้ส่งออกไปยังกว่าร้อยประเทศและเขตแคว้น


ในขณะที่ดาวเทียมดวงสุดท้ายของระบบเป๋ยโต่ว-3 ถูกปล่อยขึ้นสู่วงโคจรด้วยความสำเร็จ จีนได้สร้างระบบดาวเทียมนำทางที่ครอบคลุมทั่วโลก จากนี้ไปโครงการระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วจะพัฒนาจากขั้นตอนการสร้างระบบ สู่ขั้นตอนการประยุกต์ใช้ระบบ ซึ่งนับเป็นการพัฒนาอีกขึ้น แต่หลังจากระบบดาวเทียมเป๋ยโต่ว-3 สร้างเสร็จอย่างสมบูรณ์แล้ว นอกจากการให้บริการขั้นพื้นฐานเช่น บริการหาพิกัดตำแหน่ง บริการวัดความเร็ว บริการแจ้งเวลาแล้ว คำถามคือระบบเป๋ยโต่วยังจะสามารถให้บริการแบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์อะไรบ้าง


นางหวัง ลี่แนะนำว่า “ระบบดาวเทียมเป๋ยโต่ว-2 ก็มีฟังก์ชั่นส่งข้อความสั้นแล้ว ซึ่งที่สำคัญให้บริการแก่ผู้ใช้บริการในจีนและพื้นที่โดยรอบ สามารถสื่อสารได้ 120 ตัวอักษรจีน/ 1 ครั้ง หลังจากระบบเป๋ยโต่ว-3 สร้างเสร็จแล้ว ความสามารถในการส่งข้อความสั้นในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นโดยสามารถส่งข้อความสั้น 1,000 ตัวอักษรจีน /1 ครั้ง นอกจากนี้ ยังจะเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ เช่น การบริการค้นหาและกู้ภัยระหว่างประเทศ เพิ่มความแม่นยำของข้อมูล บริการระบุพิกัดตำแหน่งอย่างแม่นยำ เป็นต้น ในการบริการค้นหาและกู้ภัยระหว่างประเทศนั้นยังสามารถให้บริการระบบลิงค์ย้อนกลับ(Reverse link)ยกตัวอย่างเช่นเมื่อศูนย์กู้ภัยได้รับข้อมูลขอความช่วยเหลือแล้ว สามารถแจ้งผู้ใช้บริการที่ประสบภัยให้ทราบว่าทางศูนย์ฯ ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือแล้วผ่านระบบลิงค์ย้อนกลับ ทั้งนี้สามารถเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้ประสบภัยได้ว่า ตัวเองจะมีโอกาสได้รับความช่วยเหลืออย่างแน่นอน หลังจากมีระบบเพิ่มความแม่นยำของการให้บริการ(SBAS -Satellite-Based Augmentation System)และในขณะเดียวกันสอดคล้องกับมาตรฐานขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ระบบเป๋ยโต่วก็จะสามารถให้บริการที่แม่นยำและสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น คุ้มครองการขึ้นลงของเครื่องบินได้อย่างแม่นยำ มีบริการหาพิกัดตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ(Point Positioning) สามารถให้บริการหาพิกัดตำแหน่งที่ถูกต้องในระดับเดซิเมตรขณะเคลื่อนไหว และความถูกต้องระดับเซนติเมตรในภายหลัง ซึ่งจะอำนวยความสะดวกแก่การรังวัดที่ดิน การทำการเกษตรที่แม่นยำและการผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ เป็นต้น” นางหวัง ลี่ชี้ว่ารายการบริการใหม่ดังกล่าวของระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การรอคอย


ปัจจุบัน ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่วกำลังพัฒนาควบคู่ไปกับเทคโนโลยีใหม่ทางด้านอินเตอร์เน็ต Big Data และปัญญาประดิษฐ์ ฯลฯ และกำลังสร้างห่วงโซ่ธุรกิจใหม่ที่ถือข้อมูลด้านเวลาและพื้นที่ของระบบเป๋ยโต่วเป็นสำคัญ ผลักดันการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตและวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ ตลอดจนผลักดันการพัฒนานวัตกรรมของรูปแบบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง


เขียนโดย จาง เล๋ย แปลโดย ลู่ หย่งเจียง

ตรวจแก้โดย ศิวัตรา สินพสุธาดล


Credit https://siamrath.co.th/n/173589